About Yong

Here are my most recent posts

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ประวัติสู่วงการบันเทิงของ ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ  เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มต้นจากการประกวด MissHack 1997 หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม สาวแฮ็คส์นั่นเอง ซึ่งอั้มได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นสาวแฮ็คส์คน

แรก ของเวทีประกวดนี้ และอั้มอยู่ภายใต้การดูแลของชายแฮ็คส์ ซึ่งเป็นฝ่ายโปรโมชันของแฮ็คส์ในขณะนั้น ต่อมาอั้มได้เรียนแอ็คติ้งกับ ต้อย ชาติชาย แก้วสว่าง , และได้แนะนำให้พาไปรู้จักกับผู้ใหญ่ที่ไฟว์สตาร์ ซึ่งตอน

นั้นกำลังจะเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง เสือ โจรพันธุ์เสือ ชายแฮ็คส์จึงพาอั้มเข้าไปแคส แต่ว่าตอนนั้นบุคลิกของอั้มยังไม่เหมาะกับบทจึงไม่ได้โอกาส ต่อมาชัด แทนกาย ก็พาอั้มเข้าไปที่บรอดคาซท์ แต่จังหวะละครตอนนั้น

ยังไม่ลงตัว และต่อมาก็มาพบกับแก้ว พรีเมียร์ จากนั้นแก้วจึงแนะนำให้อั้มไปเป็นนักแสดงช่อง 7 โดยการนัดทางช่องให้ เพื่อนำอั้มไปลงเทป และส่งไปให้คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ดูเพื่อพิจารณา และอั้มจึงได้เซ็นสัญญา

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

เป็นนักแสดงในสังกัด สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

อั้มเริ่มมีบทบาทในวงการบันเทิง โดยผลงานชิ้นแรกคือแสดง MV “ไม่ใช่คนในฝัน” ของศิลปิน “ต้น อาภากร” และในปีเดียวกัน มีผลงานละครเรื่องแรกกับทางช่อง 7 คือ “มณีเนื้อแท้” คู่กับ คงกระพัน แสงสุริยะ  หลังจากนั้น

อั้ม ก็มีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2541 เธอมีละครถึง 3 เรื่องคือ อีสา-รวีช่วงโชติ, ชวนฝันพนันรัก และคู่เขยคู่ขวัญ ก่อนตอกย้ำความแรงของดาวรุ่งดวงใหม่ด้วยละคร 4 เรื่องรวดในปีพ.ศ. 2542 ได้แก่ ลูกหว้า,

รักสองภพ, พลับพลึงสีชมพู และแม่นาค ต่อมาในปีพ.ศ. 2543 บท “เจ้าแม้นเมือง” ในละคร “รากนครา” ก็ส่งให้เธอโด่งดังมากขึ้นไปอีก แต่บทบาทที่ทำให้คนดูจดจำเธอนั่นก็คือบท “เปีย” ในละครเรื่อง “คมพยาบาท”

ปีพ.ศ. 2544 เป็นการพลิกมารับบทร้ายครั้งแรกของเธอ ซึ่งละครประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ชื่อเสียงของอั้มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นและเป็นการแจ้งเกิดเต็มตัวของเธอ เป็นนางเอกที่คนเริ่มจับตามองในขณะ

นั้น

ต่อมาในปีพ.ศ. 2546 อั้มได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่อง “เฟค โกหกทั้งเพ” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ และละครเรื่อง “โซ่เสน่หา” ในบท “ปราลี” หญิงสาวที่รับจ้างตั้งท้อง ทำให้เธอได้รับรางวัล ท็อปอวอร์ด

2003 และยังได้รับรางวัลชมเชย จาก Asian Television Awards 2004 ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และในปีพ.ศ. 2548 กับบท “ปาริฉัตร” ในละคร “เพลิงพายุ” ละครที่มีเนื่อหาเข้มข้นร้อนแรง ถึงขนาดนายก

รัฐมนตรีในสมัยนั้นยังพูดถึงบอกว่า จะรีบกลับไปดู บวกกับกระแสวิพากย์วิจารณ์ของสื่อถึงการแต่งตัวของอั้มที่ไม่เหมาะสมในละคร ส่งผลให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในปีนั้นและทำให้อั้มกลายมาเป็น

นางเอกแถวหน้าของวงการ มีผลงานละคร อีเว้นท์ โฆษณา ออกมาไม่ขาด

ปีพ.ศ. 2552 อั้มพลิกบทกลับมาเล่นร้ายอีกครั้งในบท “อรอินทร์” ในละคร “เมียหลวง” ที่ต้องประชันฝีมือกับ ธีรภัทร สัจจกุล และ ปิยธิดา วรมุสิก ซึ่งละครเรื่องนี้ดังเป็นกระแสและถูกพูดถึงอย่างมาก ส่งผลให้เธอได้รับ

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากสยามดารา สตาร์ส ปาร์ตี้ 2009 และปีเดียวกันกับบท “แจ๋ว” ในละคร “แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา” เป็นละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ ซึ่งเรื่องนี้เธอก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ว่าแสดง

 

บทตลกได้น่ารัก ฮา และเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล นางเอก HOT แห่งปี จากทีวีอินไซด์ ฮอท อวอร์ด 2009 และรางวัล นักแสดงหญิงยอดนิยม จากคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 อีกด้วย

และในปีพ.ศ. 2554 อั้มก็ได้มีงานแสดงภาพยนตร์ อีกครั้ง ชื่อเรื่อง “30 กำลังแจ๋ว” รับบทเป็น “จ๋า” คู่กับ ภูภูมิ พงศ์ภาณุ กำกับภาพยนตร์โดย สมจริง ศรีสุภาพ ผลิตโดยเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ซึ่ง คิง สมจริง ผู้กำกับ กล่าวถึง

เหตุผลที่เลือกอั้ม มารับบทนี้ว่า “อั้ม คือนางเอกที่ใช่มากๆ สำหรับเรื่องนี้ เพราะส่วนตัวผมเห็น อั้ม ในหลายบทบาท อั้ม มีศักยภาพทางการแสดงสูงมาก เค้าน่าจะทำบทบาทนี้ให้มีความลึกซึ้ง โรแมนติก และ กินใจได้ด้วย

บทบาทการแสดงของเขา และ ด้วยความเป็นตัวเขาก็สื่อถึงผู้หญิงอายุ 30 ออกมาได้ชัดเจนนะ อั้ม เขาก็มีครบหมดทุกมุม เรียกว่าครบเครื่องน่ะ ผมชอบทุกคาแรกเตอร์ของเขานะไม่ว่าจะมีรัก เลิกรัก อย่างเวลาที่เขามีความ

รักนะเขาจะสวยสุดๆ เวลาที่มีอุปสรรคถึงเขาจะมีความเศร้าแต่เขาก็ยังเข้มแข็ง คุณว่าไหมล่ะนาทีนี้ถ้าใครพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องนึกถึง อั้ม พัชราภา เท่านั้น” รวมทั้งจันทิมา เลียวศิริกุล หนึ่งในผู้บริหารของค่าย M๓๙ ในฐานะ

โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เปิดเผยว่า “เริ่มต้นที่พัฒนาบทคือพี่คิงนำเสนอว่าผู้หญิงที่อยู่ในหัวเลยคือ อั้ม พัชราภา เพราะว่าผู้หญิงในเรื่องค่อนข้างที่จะเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยจะมีปัญหากับการสนใจสังคม รู้จักตัวเอง รู้จักใจ

ตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจแล้ว จะเลือกใช้สมองหรือใช้หัวใจ มั่นใจมาก อั้มเพอร์เฟ็กต์กับคำว่าผู้หญิงเก่งและรู้จักตนเองและเชื่อว่าอั้มเล่นได้เพราะว่าอั้มเก่งมาก”

ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังได้รับหน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ “จ้อจี้” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของเธอแต่เธอก็ยังคงทำมันได้ดี ซึ่งรายการนี้เริ่มออกอากาศตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 จนถึง พ.ศ. 2560 และยังทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ ให้กับทาง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ถึงแม้จะหมดสัญญาในการเป็นนักแสดงในสังกัดแล้วก็ตาม โดยเธอให้เหตุผลว่า เกรงใจผู้ใหญ่ทางช่อง เพราะช่วงหลังๆเธอรับงานน้อย แต่ก็ยังคงมีผลงานกับทางช่อง 7 ไม่คิดจะย้ายช่อง

ปีพ.ศ. 2560 ถือเป็นการกลับคืนสู่หน้าจออีกครั้งของเธอ หลังจากห่างหายไปเกือบ 3 ปี กับบทบาท “เจ้านางอนัญทิพย์” ในละคร “เพลิงพระนาง” ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมและเป็นที่กล่าวถึงในโลกโซเชียล มีเรตติ้งตอนจบสูงถึง 9 เรื่องนี้เธอต้องเล่นตั้งแต่รุ่นสาวไปจนถึงตอนแก่และตาย ซึ่งฝีมือการแสดงของเธอได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมละครและคนในวงการบันเทิงอย่างล้นหลาม และเธอได้รับรางวัล ดารานำหญิงขวัญใจมหาชน จากงาน มายา มหาชน 2017

ภาพลักษณ์
อั้ม พัชราภา มีภาพลักษณ์เป็นนางเอกที่เซ็กซี่ มั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ได้รับในละคร การออกงานต่างๆ รวมทั้งงานถ่ายแฟชั่นขึ้นปกแม็กกาซีนชั้นนำหลากหลายเล่ม โดย “ดูเร็กซ์” ยกให้เป็น “สุดยอดสาวเซ็กซี่” และหนังสือพิมพ์สยามบันเทิง ยกให้เป็น สาวเซ็กซี่แห่งปี ติดต่อกันหลายปี และได้รับรางวัล The Sexiest Woman and Sexiest Forever in Thailand หรือสาวเซ็กซี่ตลอดกาล จากนิตยสาร FHM และต่อมาในปีพ.ศ. 2555 เธอประกาศตัวว่าจะไม่ขอรับรางวัลเซ็กซี่อีก จนสื่อมวลชนและสมาคมนักข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทยได้ตั้งฉายาให้เธอว่า “ซุปตาร์เกษียณเต้า”

อีกทั้งเธอยังทำหน้าที่พรีเซนต์แบรนด์ที่ขายความสวยความงามได้อย่างลงตัว หลากหลายแบรนด์เลือกใช้อั้มเพราะคุณสมบัติของการเข้าถึง “แมส” โดนใจผู้บริโภคทุกกลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคำยืนยันจากดนัย ดีโรจนวงศ์ หัวเรือใหญ่ของมิสทิน เพราะไม่ว่ามิสทินจะเพิ่มจำนวนพรีเซ็นเตอร์ในพอร์ตกี่คน หรือโละใครออกไป แต่เธอคนนี้ยังยืนหยัดได้ยาวนานกว่าใคร เช่นเดียวกับดีแทค ที่ฉีกกฎเดิม เปิดตัวอั้มพรีเซ็นเตอร์คนแรก ทั้งนี้ สาเหตุที่เลือก อั้ม มาจากการสำรวจถึงพฤติกรรมการใช้งานและการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และพบว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีคนชื่นชอบทุกเพศทุกวัยทั่วประเทศ สะท้อนความมั่นใจถ่ายทอดจุดเด่นของดีแทค

นอกจากนั้นเธอได้รับการยกย่องจากสื่อให้เป็นดาราใจบุญ เธอติดอันดับของโพลมหาชน Thailand People’s Chart ดาราจิตอาสาช่วยเหลือสังคมขวัญใจคนไทย และเธอยังเปิดอินสตาแกรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่พลัดหลงสูญหาย

ในฐานะดารานักแสดงหญิง เธอติดอันดับจากการสำรวจความนิยมจากโพลหลายสำนักโดยเฉพาะในปี 2558 เธอเป็นดารานักแสดงหญิงคนแรกที่คว้าอันดับ 1 จากสำนักโพลที่มีการสำรวจ มากถึง 16 โพล รวมถึงโพลของสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น โพลดารา ของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ สาขา “เซ็กซี่ที่สุด” 9 ปีซ้อน และเธอก็ได้อันดับ 1 จาก Thailand people’s Chart โพลมหาชน ผลสำรวจจากคนไทยทั่วประเทศ ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งทศวรรษ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ชื่อเกิด ไข่มุก ไชยเชื้อ
ชื่อเล่น อั้ม
เกิด 5 ธันวาคม พ.ศ. 2521 (41 ปี)
ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
ส่วนสูง 168 เซนติเมตร
อาชีพ นักแสดง, นางแบบ
ปีที่แสดง 2540–ปัจจุบัน
ผลงานเด่น เจ้าแม้นเมือง – รากนครา (2543)
เปีย – คมพยาบาท (2544)
ปราลี – โซ่เสน่หา (2546)
จริงใจ – นางสาวจริงใจกับนายแสนดี (2547)
ปาริฉัตร – เพลิงพายุ (2548)
เดือนหยาด / พิลาสลักษณ์ – สองเสน่หา (2548)
ปิ่น / มุก – ปิ่นมุก (2549)
อรอินทร์ – เมียหลวง (2552)
แจ๋ว – แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา (2552)
จันทร์ฉาย – พระจันทร์ลายพยัคฆ์ (2553)
จ๋า – 30 กำลังแจ๋ว (2554)
พราว / มีน – พราว (2557)
เจ้านางอนัญทิพย์ – เพลิงพระนาง (2560)
ค่าย ช่อง 7 เอชดี (2540–ปัจจุบัน)

ประวัติ

พัชราภา ไชยเชื่อ ชื่อเล่น อั้ม เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ที่โรงพยาบาลเพชรเวช กรุงเทพมหานคร มีชื่อตามสูติบัตรว่า “ไข่มุก ไชยเชื้อ” ซึ่ง “ไข่มุก” มาจากลักษณะผิวพรรณที่ขาวผุดผ่อง แต่พระบอกว่า ข

ไข่ไม่ดีเลยเปลี่ยนมาเป็น “พัชราภา” ในภายหลัง …

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า ศิลปินสาวชาวไทย 1 ในสมาชิกคนสำคัญของ Black Pink วงดนตรี K-Pop จากเกาหลีใต้

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า เธอกลายเป็นไอดอลของประเทศไทยที่มีผู้ติดตามมากกว่า 17 ล้านคนบน Instagram ได้ขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaa

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า

ณ ตอนนี้ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ “ลิซ่า” ศิลปินสาวชาวไทย 1 ในสมาชิกคนสำคัญของ Black Pink วงดนตรี K-Pop จากเกาหลีใต้ เธอกลายเป็นไอดอลของประเทศไทยที่มีผู้ติดตามมากกว่า 17 ล้านคนบน Instagram ได้ขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaar ที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยจำนวน 120,000 เล่ม และขายหมดอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นิตยาสารฉบับปกติจะตีพิมพ์เพียง 30,000 เล่ม รวมถึงถ้าเป็นดาราชื่อดังจะอยู่ประมาณที่ 60,000 เล่ม กลายเป็นว่าลิปกนิตยสารที่มีภาพของลิซา สามารถขายได้เป็นสองเท่าจากเดิม อะไรที่ทำให้ศิลปินสาวคนนี้มีผลกระทบกับชาวไทยมากเหลือเกิน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับสาวน้อยนักสู้คนนี้ ว่าเธอต้องผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง ถึงสามารถทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จได้
ปราณปรียา มโนบาล” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตัวเองมาเป็น “ลลิษา” เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว มีแม่เป็นคนไทย และพ่อเลี้ยงเป็นคนสวิส ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาร้านอาหารสวิส และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยในกรุงเทพฯ จบการศึกษาจากโรงเรียนประภามนตรี ลิซ่าเป็นเหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไป มีศิลปินที่ชื่นชอบเป็นของตนเอง โดยเฉพาะศิลปินชาวเกาหลีใต้ เช่น บิกแบง และ 2NE1 เธอตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ซักวันจะเดินตามรอยเท้า และประสบความสำเร็จให้ได้เช่นนั้น

ในต้นปี พ.ศ. 2552 ลิซ่าได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของโรงเรียน เพื่อไปประกวดร้องเพลงในงาน “3 คุณธรรมนำไทย” ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์คุณธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ นอกจากนี้ยังได้ประกวดเต้นหลายรายการ 1 ในนั้นได้แก่ “โครงการทูบีนัมเบอร์วัน” ซึ่งเป็นโครงการของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ไม่นานหลังจากนั้น ลิซ่าก็ได้เข้าร่วมทีม “We Zaa Cool” ประกอบด้วยสมาชิก 11 คน รวมถึง ”แบมแบม” สมาชิกของวง Got7 ในเดือนกันยายน ทีมของพวกเธอได้เข้าร่วมการแข่งขัน แอลจีเอนเตอร์เทนเนอร์ ล้านฝันสนั่นโลก (LG Entertainment Million Dream Sanan World) ออกอากาศทางช่อง 9 ได้รางวัลชนะประเภททีม

ในปี พ.ศ. 2553 ไปออดิชันกับ YG Entertainment ร่วมกับบรรดาผู้สมัคร 4,000 คน ลิซ่าเป็นคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบ ได้เป็นศิลปินฝึกหัด ที่ได้ทำงานร่วมกับศิลปินต่างประเทศคนแรก เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ลิซ่ารับงานเป็นนางแบบให้กับแบรนด์ Nona9on เป็นครั้งแรก ตามด้วย Moonshot แบรนด์เครื่องสำอางของเกาหลีใต้ในปี พ.ศ. 2559 ในด้านชีวิตส่วนตัวของ นอกจากที่จะพูดภาษาไทย กับภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ลิซ่ายังเรียนพูดภาษาเกาหลีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ตามด้วยภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีนพื้นฐาน…