About Yong

Here are my most recent posts

ประวัติดาราไทย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่

ประวัติดาราไทย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นนางเอกซุปเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของไทย

ประวัติดาราไทย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นที่จับตามอง อย่างผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับเธอก็ภาพยนตร์

ประวัติดาราไทย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่

ดาราสาวลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ที่ตอนนี้เป็นนางเอกซุปเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของไทยไปแล้วไม่ว่าจะผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือจอภาพยนตร์เธอก็มีผลงานให้แฟนๆ ได้ติดตามมาโดยตลอด จะแสดงเรื่องใดก็โดดเด่นเป็นที่จับตามอง อย่างผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับเธอก็ภาพยนตร์เรื่อง “พี่มากพระโขนง” ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทยจนเธอได้รับฉายาว่านางเอกพันล้าน แต่ไม่เพียงแค่โดดเด่นในวงการบันเทิงไทยเท่านั้น ใหม่ยังถูกจัดอันดับ 13 ใน 55 คนผู้มีใบหน้าเป็นเอกลักษณ์เหมาะสมกับวงการแฟชั่นฝ่ายหญิงของฝั่งเอเชียจาก I-MAGAZINE INC ในปี 2016 และเธอยังได้รับบทบาท Friends of UNICEF ของ UNICEF Thailand ที่หลายคนไม่เคยรู้

ประวัติครอบครัว
ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2535 บิดาเป็นชาวเบลเยียม มารดาเป็นชาวไทย ที่มาของชื่อดาวิกามาจาก “ดาวิก้า” นางเอกภาพยนตร์รัสเซียที่บิดาชื่นชอบ ส่วนชื่อ ใหม่ มาจาก “ใหม่ เจริญปุระ” นักร้องที่มารดาดาชื่นชอบ

การศึกษา
ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง
ระดับมัธยมปลาย โรงเรียนนานาชาติเกวลี
ระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (หลักสูตรนานาชาติ)
วงการบันเทิง
เธอเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ปี ด้วยการถ่ายแบบโฆษณาภาพนิ่งรถจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่งของญี่ปุ่น จากนั้นได้ถ่ายแบบ เดินแบบและโฆษณา พออายุ 17 ปี ได้เซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้รับบทนางเอกทั้ง 2 เรื่อง ออกอากาศไล่เลี่ยกัน คือ เงากามเทพ กับ เหนือมนุษย์ ทำให้เธอมีชื่อเสียงมากขึ้น ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ “พี่มากพระโขนง” ในบทนางนาค ทำให้ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของประเทศไทย ตามมาด้วยผลงานภาพยนตร์ที่ออกฉายปีละเรื่องต่างก็ได้รับรางวัลและเสียงวิจารณ์ที่ดี ปัจจุบันเธอหมดสัญญากับต้นสังกัดผันตัวเป็นนักแสดงอิสระ

กิจกรรมเพื่อสังคม
ใหม่ ดาวิกา ดาราหญิงที่มีบทบาทด้านสาธารณะสังคม หลังจากองค์กรยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand) หรือ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติได้ประกาศแต่งตั้งให้ใหม่ ดาวิกา เป็น Friends of UNICEF กระบอกเสียงแก่เด็กๆ เรียกร้องให้สังคมไทยหันมาร่มกันแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำ เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน อย่างครั้งหนึ่งใหม่ ดาวิกา ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อช่วยเหลือเด็กอพยพ เด็กชนเผ่า ให้ได้รับโอกาสด้านการศึกษา การสาธารณะสุข ทำให้เธอมีความมุ่งมั่นทำงานกับยูนิเซฟเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศไทยให้มากที่สุด

ใหม่ ดาวิกา โฮเน่ร์ ดารา นางแบบ นักแสดงที่มีบุคลิกโดดเด่น ทันสมัย ทำงานเก่ง จนสาวไทยหลายๆ คนยกเธอเป็นไอดอล มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะขยับตัวด้านไหนก็ถูกจับตามอง เพราะไม่ใช่แค่นางเอกคนดังแต่เธอคือซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย…

เอมมิเลีย คลาร์ก

เอมมิเลีย คลาร์ก เปิดใจ ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองถึง 2 ครั้ง ขณะถ่ายทำซีรีส์ Game of Thrones ถึงขนาดจำชื่อตัวเองไม่ได้

เอมมิเลีย คลาร์ก เปิดใจ ป่วยหนัก 2 ครั้งระหว่างถ่าย Game of Thrones แต่ตายไม่ได้ !

เอมมิเลีย คลาร์ก เปิดใจ

เอมมิเลีย คลาร์ก (Emilia Clarke) นักแสดงสาวชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 32 ปี เป็นที่รู้จักจากบทบาท เดแนริส ทาร์แกเรียน ในซีรีส์ชื่อดัง Game of Thrones เธอโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่แฟน ๆ บางคนอาจจะไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้เธอเคยป่วยหนักด้วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง และล่าสุดเธอได้มีโอกาสออกมาเปิดใจพูดถึงเรื่องราวนี้ พร้อมทั้งเผยภาพช่วงที่เธอรักษาตัว ผ่านรายการ CBS Sunday Morning เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562
เอมมิเลีย ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองถึง 2 ครั้ง ในปี 2554 เมื่อตอนที่เธออายุ 24 ปี ขณะกำลังเริ่มถ่ายทำซีรีส์ Game of Thrones โดยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง โดยหลอดเลือดส่วนหนึ่งมีการโป่งพองโตขึ้นเหมือนลูกผลไม้ที่ติดอยู่บนก้าน ผนังหลอดเลือดที่โป่งพองจะมีโอกาสแตกได้ง่าย เมื่อผนังหลอดเลือดมีการแตกออก จะส่งผลให้มีเลือดออกในสมอง
โดยครั้งแรกที่เธอป่วยคือตอนที่เธอกำลังถ่ายทำซีรีส์ซีซั่นที่ 2 เธอบรรยายถึงความเจ็บว่า “มันเหมือนกับมียางมารัดแน่น ๆ อยู่ที่สมอง” แต่หลังจากการรักษาจนร่างกายเริ่มฟื้นตัว เธอก็ต้องกลับไปถ่ายทำซีรีส์ต่อ เอมมิเลีย กล่าวว่า ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องความตายของตัวเอง เพราะยุ่งมาก “เมื่อคุณเข้าไปที่ฉาก เล่นบทบาทของตัวเอง เดินผ่านไฟ พูดกับผู้คนเป็นร้อย ๆ ชีวิต ถูกสั่งให้ทำงานหนักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนั่นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ฉันไม่ต้องมีเวลามาคิดเรื่องความตายของตัวเอง”
ทว่าภายหลังจากจบการถ่ายทำซีรีส์ซีซั่นที่ 3 อาการป่วยของเธอก็กลับมาอีกครั้ง และมันรุนแรงกว่าครั้งแรก ในการป่วยครั้งที่ 2 ของเธอ ส่วนหนึ่งของสมองเกิดการขาดเลือดเป็นเวลานานกว่า 1 นาที ทำให้การรักษาครั้งนี้มีความน่ากลัวกว่าครั้งแรก แพทย์ต้องผ่าตัดสมองของเธอ
เอมมิเลีย กล่าวว่า “ตอนแรกมันเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ และพอครั้งที่สองที่พบว่าอาการกลับมา มันยิ่งยากที่ยังมองโลกในแง่ดีอยู่ ฉันต้องรักษาอาการไปแบบวันต่อวัน”
เอมมิเลียเผยถึงความยากลำบากในขณะที่เจ็บป่วยว่า มันทรมานและท้อแท้มาก ผลจากการรักษาทำให้การพูด และความจำของเธอผิดปกติ เธอจำบทไม่ได้ และจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง มันหนักหนาสำหรับเธอมากจนเธออยากจะจบทุกอย่างลง รวมถึงชีวิตของตัวเอง แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ยอมแพ้และสู้ต่อ กระทั่งท้ายที่สุดเธอก็ผ่านมันมาได้ และตอนนี้อาการของเธอกลับมาเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว…

ประวัติ เอ็มม่า วัตสัน ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน

ประวัติ เอ็มม่า วัตสัน ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน เป็นนักแสดงหญิง นางแบบ และนักกิจกรรมหญิง

ประวัติ เอ็มม่า วัตสัน เอ็มมา ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน เป็นที่โด่งดังจากบทบาทการแสดงในบทเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ในภาพยนตร์ชุดแฮร์รี พอตเตอร์

ประวัติ เอ็มม่า วัตสัน ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน

เอ็มมา ชาร์ล็อต ดูแอร์ วอตสัน (อังกฤษ: Emma Charlotte Duerre Watson; เกิด 15 เมษายน พ.ศ. 2533) เป็นนักแสดงหญิง นางแบบ และนักกิจกรรมหญิงชาวบริติช เกิดในปารีสและเติบโตในออกซฟอร์ดไชร์ วอตสันเข้าเรียนโรงเรียนดรากอนสกูลขณะเป็นเด็ก และเรียนการแสดงที่โรงเรียนสเตจโคชเธียเตอร์อาตส์ สาขาออกซฟอร์ด

เธอเป็นที่โด่งดังจากบทบาทการแสดงในบทเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ในภาพยนตร์ชุดแฮร์รี พอตเตอร์ ปรากฏตัวในภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์แปดภาคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2554 โดยก่อนหน้านั้นเธอเคยแสดงเฉพาะละครในชั้นเรียน แฟรนไชส์ แฮร์รี พอตเตอร์ ทำให้วอตสันมีชื่อเสียงทั่วโลก ได้รับคำยกย่อง และรายได้มากกว่า 10 ล้านปอนด์ เธอยังคงรับงานแสดงนอกจากภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ อีก เรื่องแรกคือพากย์เสียงในภาพยนตร์ การผจญภัยของเดเปอโร และปรากฏในภาพยนตร์โทรทัศน์ฉบับดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง รองเท้าบัลเลต์ ตั้งแต่นั้นมา เธอได้รับบทในภาพยนตร์เรื่อง วัยป่วนหัวใจปึ้ก และวัยร้าย วัยลัก ปรากฏตัวชั่วครู่ในภาพยนตร์ วันเนี๊ย…จบป่ะ และรับบทเป็นบุตรบุญธรรมของตัวละครหลักในเรื่อง โนอาห์ มหาวิบัติวันล้างโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ถึง 2557 วอตสันแบ่งเวลาระหว่างงานภาพยนตร์กับการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบราวน์และวิทยาลัยวูสเตอร์ ออกซฟอร์ด และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ระดับปริญญาตรีในสาขาวรรณกรรมอังกฤษในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557งานนางแบบของเธอเป็นโครงการรณรงค์ของบริษัทเบอร์เบอรี และลังโกม เธอยังช่วยออกแบบเสื้อผ้าในนามของที่ปรึกษาด้านแฟชั่นให้กับพีเพิลทรีด้วย ในปี พ.ศ. 2557 เธอได้รับเกียรติจากรางวัลแบฟตา โดยชนะรางวัลสาขาศิลปินบริติชแห่งปี ในปีเดียวกันนั้น เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ และช่วยริเริ่มโครงการรณรงค์ฮีฟอร์ชี (HeForShe)สามี คือ ติวเตอร์ เอ็มมา วอตสันเกิดที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวของทนายความชาวอังกฤษชื่อ แจ็กลีน ลิวสบี และคริส วอตสัน วอตสันอาศัยอยู่ในปารีสจนอายุ 5 ขวบ พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก หลังจากพ่อแม่หย่าร้างกัน วอตสันย้ายกลับมาอยู่กับมารดาที่ออกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ และอยู่กับบิดาที่ลอนดอนในวันสุดสัปดาห์ วอตสันเคยกล่าวว่าเธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้บ้าง แม้ว่า “ไม่คล่องแคล่ว” เท่าที่เคยหลังจากย้ายไปที่ออกซฟอร์ดกับมารดาและน้องชาย เธอเข้าศึกษาที่โรงเรียนดรากอนสกูลในออกซฟอร์ด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2546 เธออยากเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และเรียนร้องเพลง เต้นรำ และการแสดงที่โรงเรียนสเตจโคชเธียเตอร์อาตส์แบบไม่เต็มเวลา เมื่ออายุ 10 ขวบ วอตสันได้แสดงในละครเวทีของโรงเรียนสเตจโคชหลายเรื่อง รวมถึงเรื่อง อาร์เธอร์: เดอะยังเยียร์แอนด์เดอะแฮปปีพรินซ์ แต่เธอไม่เคยแสดงมืออาชีพใด ๆ ก่อนภาพยนตร์ชุดแฮร์รี พอตเตอร์ หลังจบโรงเรียนดรากอนสกูล วอตสันย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเฮดิงตันสกูล ขณะอยู่ที่กองถ่ายภาพยนตร์ เธอและเพื่อน ๆ มีครูสอนพิเศษให้วันละห้าชั่วโมง ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 เธอเข้าสอบ GCSE 10 วิชา ได้รับเกรด A* 8 วิชา และเกรด A 2 วิชา
อาชีพการงาน
2542–2546: จุดเริ่มต้นและความสำเร็จครั้งแรก
ในปี พ.ศ. 2542 การคัดเลือกนักแสดงภาพยนตรเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์เริ่มขึ้น โดยเป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายที่ขายดีที่สุดของเจ. เค. โรว์ลิง เจ้าหน้าที่ที่คัดเลือกนักแสดงพบวอตสันผ่านทางครูของเธอที่โรงละครออกซฟอร์ด และโปรดิวเซอร์รู้สึกประทับใจในความมั่นใจในตนเองของเธอ

หลังการออดิชันแปดครั้ง โปรดิวเซอร์ เดวิด เฮย์แมน บอกวอตสันและผู้สมัครอีกสองคนคือ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ รูเพิร์ต กรินต์ว่าพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นตัวละครเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ และรอน วีสลีย์ โดยเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกัน โรว์ลิงสนับสนุนวอตสันตั้งแต่การทดสอบหน้ากล้องครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2544 วอตสันเปิดตัวแสดงความสามารถครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ ภาพยนตร์ทำลายสถิติรายได้ในวันฉายวันแรกและสัปดาห์แรก และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในปีนั้น นักวิจารณ์ชื่นชมการแสดงของนักแสดงนำทั้งสามคน โดยชื่นชมวอตสันเป็นพิเศษ หนังสือพิมพ์เดอะเดลีเทลิกราฟเรียกการแสดงของเธอว่า “น่าชื่นชม และเว็บไซต์ไอจีเอ็นกล่าวว่าเธอ “โดดเด่นมากกว่าคนอื่น ๆ วอตสันได้เข้าชิงรางวัลห้ารางวัลจากเรื่องศิลาอาถรรพ์ และได้รับรางวัลนักแสดงเด็กสาขานักแสดงนำเด็กหญิง ปีต่อมา วอตสันรับบทเป็นเฮอร์ไมโอนี่อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ ภาพยนตร์เรื่องที่สองในชุด นักวิจารณ์ชื่นชมการแสดงของเธอ หนังสือพิมพ์เดอะลอสแอนเจลิสไทมส์กล่าวว่าวอตสันและเพื่อน ๆ เติบโตขึ้นจากเรื่องเดิม ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์วิจารณ์ผู้กำกับ คริส โคลัมบัส ที่จ้างวอตสันมาเป็นตัวละครยอดนิยมด้วยค่าตัวที่น้อย การแสดงของวอตสันทำให้เธอได้รับรางวัลออตโตจากนิตยสารเยอรมัน บราโว…

นักแสดงชื่อดัง เดอะร็อค ดเวย์น จอห์นสัน

นักแสดงชื่อดัง เดอะร็อค ดเวย์น จอห์นสัน ที่ทำรายได้สูงสุดกับสถิติรายได้ 64.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

นักแสดงชื่อดัง เดอะร็อค ดเวย์น จอห์นสัน เป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์

นักแสดงชื่อดัง เดอะร็อค ดเวย์น จอห์นสัน

ตำแหน่งนักแสดงโกยเงินสูงสุดกับสถิติรายได้ 64.5 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้ยังไม่หนำใจ เว็บไซต์จัดอันดับรายได้ดาราเจ้าประจำ Forbes ยืนยันสถิติใหม่อย่างเป็นทางการว่า เดอะร็อค ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) ทำรายได้ใน 1 ปี

(นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2017 – มิถุนายน 2018) รวม 124 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,140 ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่มีการจัดอันดับรายได้คนดังมา 20 ปี ! ด้านนักแสดงหุ่นบึกบึนก็ออกมาตอบรับตำแหน่งใหม่ผ่านอินสตาแกรม Therock อย่างยินดีพร้อมเผยความรู้สึกว่า ตนเคยเป็นแค่นักมวยปล้ำที่ทำเงินได้เพียง 40 เหรียญสหรัฐ (1,300 บาท) ต่อการแข่งขันหนึ่งครั้ง และไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะมาไกลได้ขนาดนี้ “ผมรู้ตัวว่าผมทำงานหนักมากแต่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน ว่าผมจะกลายเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Forbes แบบนี้.. ผมไม่ได้จบสายบริหารธุรกิจมาจากฮาร์วาร์ด แต่คติและมุมมองในการทำงานของผมมาจากประสบการณ์และความล้มเหลว เป้าหมายของผมตั้งแต่ตอนที่เป็นแค่นักมวยปล้ำรายได้ 40 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งแมตช์ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวกับทุกวันนี้ก็คือ ‘คนดูของผมคือพระเจ้า’ ส่วนเจ้านายของผมคือ ‘ทุกคนบนโลกใบนี้’ แค่ได้ส่งพวกคุณกลับบ้านพร้อมกับความสุข นั่นแหละคืองานของผม” เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนและความขยันตั้งใจในการทำงาน ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม เดอะร็อค ผู้เริ่มต้นทำงานด้วยรายได้เพียง 7 เหรียญสหรัฐต่อวัน (230 บาท) จะเดินทางมาไกลถึงขั้นเป็นดาราสุดฮอต ตารางแน่นเอี๊ยดอย่างทุกวันนี้ ทั้งยังมีผลงานดังประดับวงการฮอลลีวูดไว้มากมาย อาทิ หนังชุด Fast & Furious, G.I Joe: Retaliation (2013), San Andreas (2015), Jumanji: Welcome to the Jungle (2017), Rampage (2018) และหนังเรื่องล่าสุดที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้อย่าง Sky Scraper ต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากนี้ เดอะร็อค จะรักษาตำแหน่งดาราสุดฮอตเอาไว้ได้หรือไม่ แต่บอกเลยว่าแฟน ๆ มีลุ้นอย่างแน่นอน เพราะพี่เบิ้มกล้ามแน่นของเรามีงานถ่ายหนังจ่อคิวอยู่อีกเพียบ ทั้ง ภาคต่อ Jumanji 3, ภาคแยก Hobbs and Shaw จากจักวาล Fast and Furious, Red Notice, Fighting with My Family, Jungle Cruise และ Doc Savage…

ดราม่า จอห์นนี เดปป์ อดีตภรรยา

ดราม่า จอห์นนี เดปป์ อดีตภรรยา กลายเป็นคดีพลิก ล่าสุดมีการแฉคลิปเสียง

ดราม่า จอห์นนี เดปป์ อดีตภรรยา แท้จริงแล้วแอมเบอร์เป็นฝ่ายทำร้าย จอห์นนีคือเหยื่อ แต่กลับถูกใส่ร้ายจนเสียชื่อเสียง

ดราม่า จอห์นนี เดปป์ อดีตภรรยา

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ร้าวฉานระหว่าง จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง วัย 56 ปี กับนักแสดงสาว แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Herd) อดีตภรรยา วัย 33 ปี ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองคนแต่งงานกันได้ไม่นาน ก็ได้แยกทางกันแบบร้าวฉาน ฝ่ายหญิงออกมาแฉว่าถูกทำร้าย รวมทั้งมีข่าวการฟ้องหย่าครึกโครม
แต่ล่าสุดได้มีการเปิดเผยคลิปเสียงที่เผยถึงความจริงที่ตรงกันข้าม เพราะแท้จริงแล้วคนที่เป็นเหยื่อคือ จอห์นนี เดปป์
จอห์นนี เดปป์ และ แอมเบอร์ เฮิร์ด แต่งงานกันอย่างเป็นส่วนตัวในปี 2558 แต่ชีวิตของทั้งคู่ไม่ได้หวานชื่นดังภาพที่ปรากฏออกสื่อ โดยในปี 2559 แอมเบอร์ได้ยื่นเรื่องฟ้องหย่าสามี พร้อมกับโพสต์ภาพใบหน้าตัวเองที่มีร่องรอยฟกช้ำเล็กน้อย กล่าวหาว่าจอห์นนีทำร้ายเธอ การหย่าสิ้นสุดลงไปในปี 2560 และจอห์นนีได้จ่ายเงินค่าหย่าร้างให้แอมเบอร์ไป 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 218 ล้านบาท แต่มันยังไม่จบแค่นั้น
ในปี 2561 แอมเบอร์ ผู้โด่งดังจากบทบาท เมรา ในภาพยนตร์ของจักรวาลดีซีอย่าง Justice League และ Aquaman ได้เขียนบทความลง Washington Post กล่าวหาว่า จอห์นนี เป็นคนที่ใช้ความรุนแรง และเธอยังเปิดเผยว่าตัวเองเป็นคนดังที่กล้าลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว
การถูกฟ้องหย่าและการกล่าวหานี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของจอห์นนี เขาถูกสังคมประณาม และถูกตัดออกจากภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean ซึ่งจอห์นนีรับบท กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ หนึ่งในตัวละครที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุด จนเป็นภาพจำที่ทุกคนคุ้นเคยและเขาเองก็รักบทบาทนี้มาก หลังจากถูกเขียนโจมตี จอห์นนีก็ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแอมเบอร์เป็นเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.56 พันล้านบาท โทษฐานหมิ่นประมาท
อย่างไรก็ตาม ทางเดลี่เมลได้รับคลิปเสียงจำนวนมาก ซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่าง จอห์นนี กับ แอมเบอร์ ซึ่งบันทึกมาตั้งแต่ปี 2558 ในแต่ละคลิปเสียงเผยว่าแอมเบอร์แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียว ตะโกนด่าจอห์นนี ซึ่งใจเย็นและนิ่งกว่า จอห์นนีพูดขึ้นมาหลายครั้งว่าเขาถูกแอมเบอร์ทำร้ายต่าง ๆ นานา รวมทั้งถูกชกเข้าที่หน้า
ตอนแรกแอมเบอร์ปฏิเสธ กระทั่งมายอมรับว่าทำร้ายสามีจริง แต่อ้างว่าแค่ทุบตี ยืนยันว่าไม่ได้ชกหน้า ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นว่าตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่าลงน้ำหนักมือไปอย่างไร นอกจากนี้ยังมีเสียงแอมเบอร์ใช้กระทะ หม้อ และแจกัน ทุบตีจอห์นนีอีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว สื่อยังได้แชร์ภาพจอห์นนีที่มีร่องรอยถูกทำร้ายตามใบหน้าและเนื้อตัว ซึ่งการถูกทำร้ายครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นไม่นานหลังจากแต่งงาน ตอนนั้นจอห์นนีและแอมเบอร์อยู่ที่ออสเตรเลีย แอมเบอร์โมโหเรื่องสัญญาหลังแต่งงาน เธอจึงใช้ขวดปาใส่จอห์นนี แต่ขวดได้ไปกระแทกกับโต๊ะหินอ่อนจนแตกระเบิด และปาดปลายนิ้วกลางข้างขวาของจอห์นนีจนหลุดออกไป
คลิปเสียงเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า จอห์นนี เดปป์ เป็นฝ่ายถูกแอมเบอร์ทำร้ายทั้งร่างกาย วาจาและจิตใจ ซึ่งเขาเองทุกข์ทนมาโดยตลอด ไม่เคยออกมาพูดกล่าวหาเธอ แม้ตัวเองจะเสียหาย
จอห์นนีรักแอมเบอร์มาก ในหลายคลิปเสียง เขาพยายามใจเย็น พูดว่าเขารักแอมเบอร์ อยากให้เธอเป็นภรรยาเขาไปตลอด แต่สุดท้ายมันก็จบลงด้วยความเจ็บปวดของเขา และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะเป็นฝ่ายสู้กลับบ้างแล้ว อดัม วอล์ดแมน ทนายความของจอห์นนี เปิดเผยกับเดลี่เมล ว่า แอมเบอร์เป็นคนที่อัดคลิปเสียงเหล่านั้นด้วยตัวเอง และสุดท้ายมันกลับกลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวเธอ ว่าเธอเป็นคนใช้ความรุนแรงและทำร้ายสามี อีกทั้งยังยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาของแอมเบอร์คือเรื่องโกหกหลอกลวง
ด้าน นิวส์วีก รายงานว่า แฟนคลับและสังคมออนไลน์ได้ออกมารวมพลังปกป้อง จอห์นนี เดปป์ ด้วยการสร้าง #JusticeForJohnnyDepp เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขา
ตอนนั้นสังคมเลือกเชื่อแอมเบอร์ เพราะเธอเป็นผู้หญิง ซึ่งมันน่าเศร้า แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะในปัญหานี้ จอห์นนีคือผู้ถูกกระทำ และแอมเบอร์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด…

ประวัติดาราไทยที่น่ารู้ ปู ไปรยา

ประวัติดาราไทยที่น่ารู้ ปู ไปรยา เป็นสาวลูกครึ่งไทย-สวีเดนเป็นที่จับตามอง

ประวัติดาราไทยที่น่ารู้ ปู ไปรยา สาวซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย นักแสดงและนางแบบสุดเซ็กซี่แห่งวงการบันเทิง

ประวัติดาราไทยที่น่ารู้ ปู ไปรยา

อีกหนึ่งสาวซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย นักแสดงและนางแบบสุดเซ็กซี่แห่งวงการบันเทิง สาวลูกครึ่งไทย-สวีเดนเป็นที่จับตามองสำหรับแฟนๆ ชาวไทย มีผลงานด้านการบันเทิงมาตลอดที่สำคัญเธอยังเป็นชาวไทยคนแรกผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNCR) และเป็นคนแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย แต่ก่อนที่เธอจะก้าวมาอยู่จุดมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ประวัติครอบครัว
ไปรยา สวนดอกไม้ มีชื่อจริงว่า นาตยา ลุนด์เบิร์ก เป็นลูกครึ่งไทย-สวีเดน เป็นบุตรของ นางฉวี ซิมมอนด์ส แยกทางกับสามีชาวสวีเดน และแต่งงานใหม่กับสามีชาวอังกฤษ ซึ่งรับปูเป็นลูกเลี้ยงให้อยู่ในฐานะลูกบุญธรรม ปูมีน้องชายต่างบิดาอีก 1 คน

ประวัติการศึกษา
อนุบาล โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี
มัธยมศึกษา โรงเรียนนานาชาตินิสท์ NIST International School
ปริญญาตรี มหาวิทยาลัย Oxford Brookes ประเทศอังกฤษ สาขาปรัชญา ธุรกิจ และการเมือง
วงการบันเทิง
ปู เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยใช้ชื่อ “ไปรยา สวนดอกไม้” เป็นชื่อในวงการบันเทิง สังกัดสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ก้าวแรกในวงการบันเทิงได้เล่นละครเรื่อง “รักได้ไหม ถ้าหัวใจไม่เพี้ยน” และได้รับบทนางเอกเต็มตัวเรื่องแรกคือ “สาวน้อยในตะเกียงแก้ว ภาค 2” ตอนแม่มดน้อยตัวป่วน จากบท ฮันนี่ จากนั้นจึงทำให้เป็นที่รู้จักในฐานะนางเอกช่อง 7 และเริ่มมีละครเข้ามาเรื่อยๆ ในหลายบทบาท ทั้งนางเอก นักแสดงบทร้าย ก่อนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และกลับมารับงานในวงการบันเทิงเหมือนเดิม ปัจจุบันหมดสัญญากับสถานีโทรทัศน์กองทัพบอกช่อง 7 ผันตัวเป็นนักแสดงอิสระ เซ็นสัญญากับเอเจนซี่ชื่อดังในนิวยอร์กอย่าง The Society Management ในฐานะ Talent

ตำแหน่ง ทูตสันถวไมตรี (UNCR)
ก่อนที่จะได้ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับใครก็ได้ที่อยากสมัคร เพราะตำแหน่งทูตสันถวไมตรี UNHCR มีเกณฑ์การคัดเลือกจากบุคคลที่มีชื่อเสียงในด้านดี ได้รับการยอมรับจากสังคม เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พร้อมทำงานกับ UNHCR ต้องผ่านการทำงานร่วมกันมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี ต้องเคยไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งปูมีคุณสมบัติครบทุกข้อตอนนี้ปูทำงานกับ UNHCR มาแล้ว 3 ปี เป็นงานอาสามาสมัครที่ทำโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ยิ่งกว่านั้นเธอบริจาคเงินให้ UNHCR ต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่รู้จักและเข้าร่วมงานกับองค์กรนี้ ก่อนหน้านั้นเธอยังเคยได้ทำงานให้กับองค์กรสาธารณะกุศลมาก่อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Operation Smile วัดพระบาทน้ำพุ และ อัลฟ่า (ALFA) ซึ่งทุกองค์กรเธอได้ยื่นสมัครเองทั้งหมด

ไม่เพียงแค่ความสวยเซ็กซี่ของสาวปู แต่เธอยังมีทัศนคติที่ดีต่อสาธารณะ ทำงานเพื่อสังคมด้วยใจ ทั้งยังแบ่งเวลามาเพื่อทำงานด้านการบันเทิงทั้งเมืองไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สมแล้วกับฉายาที่ได้รับว่า “แองเจลิน่า โจลี่ เมืองไทย”…

ประวัติ ดาราต่างประเทศ ทอม ครูซ

ประวัติ ดาราต่างประเทศ ทอม ครูซ ถือว่าเป็นนักแสดงที่ชาวไทยชื่นชอบกันอย่างมากการแสดงที่อินกับบทมาก

ประวัติ ดาราต่างประเทศ ทอม ครูซ เป็นนักแสดงที่ถือว่าโด่งดังมากในสหรัฐอเมริกา

ประวัติ ดาราต่างประเทศ ทอม ครูซ

ถ้าจะให้พูดถึงนักแสดงต่างประเทศที่ถือว่าโด่งดังมากๆในสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งก็คือ ทอม ครูซ ทอมครูซถือว่าเป็นนักแสดงที่ชาวไทยต่างชื่นชอบมากคนหนึ่งด้วยการแสดงของเขาที่เข้าอินกับบทบาทซะเหลือเกินทำให้คนต่างชื่นชอบและหลงใหลเขามากมาย

โดยที่เราจะมาเล่าประวัติของดารานักแสดงนำคนนี้ เกิดเมื่อปี 2505 เกิดที่เมืองซิราคิวส์ ประเทศอเมริกา โดยตอนเด็กๆ เขาใช้ชีวิตลำบากมากมายโดยตอนที่เขายังเด็กๆ ซึ่งในบ้านมีพีน้องอยู่สองคนคือพี่สาวและทอมเป็นลูกคนสุดท้องนั้นเอง ซึ่งพ่อแม่ของได้พาย้ายไปหลายเมืองเปลี่ยนโรงเรียนไปทั่วเกือบสิบกว่าแห่งมากมายเลยที่เดียว แต่ความฝันของนักแสดงหนุ่มในวัยเด็กอยากจะเป็นนักมวยปล้ำอาชีพเขาก็ได้ไปเรียนวิชามวยปล้ำมาเหมือนกันแต่ช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ความใฝ่ฝันของเขาต้องจบลงเขามีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าต้องทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปในทันที่และหันไปเรียนวิชาการแสดงแทนนั้นเอง แต่การแสดงของเขาไม่ผิดหวังที่ให้มีแมวมองชวน ทอม ครูซ ไปเล่นหนังสิ่งที่ทำให้ ทอม ครูซ มีชื่อเสียงเสียงโด่งดังมากในเรื่อง ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ทำรายได้ถล่มทลายไปแบบคาดไม่ฝันโดยตัวเลขที่ออกมานั้นประมาณสามร้อยล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น บุรุษซามูไร เรื่องก็ถือว่าสนุกมากเลยที่เดียวก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้ไปลองดูหนังเรื่องนี้ดู โดยปัจจุบันตอนนี้ ทอม ครูซมีอายุห้าสิบสองปีแล้วไม่น่าเชื่อเลยหน้าตายังหนุ่มๆเหมือนคนอายุแค่สามสิบกว่าๆ เอง โดยการเรียนการศึกษาของเขาจบแค่วุฒิมัธยมปลาย และได้ใช้ชีวิตคู่กับนางสาว มิมิ โรเจอร์ แต่ก็ใช้ชีวิตไม่นานทำให้เขาต้องหย่ากันและเขายังมีบุตรสาวคนหนึ่งกับแฟนใหม่ชื่อ เคที โฮล์มส ในแคลิฟอร์เนีย และสิ่งที่นักแสดงคนนี้พยายามจะถ่ายทอดให้กับผู้ชมนั้นมันช่างสุดยอดมากมายจนเกินบรรยายซะเหลือเกินยังไงท่านผู้อ่านก็ลองดูหนังที่เขาได้แสดงและจะหลงรักผู้ชายคนนี้ขึ้นมาทันที่ที่ชื่อว่า ทอม ครูซ…

ประวัติดารา บี น้ำทิพย์

ประวัติดารา บี น้ำทิพย์ เรื่องสุดว้าวของ บี น้ำทิพย์ ฉายาควีนบีแห่งวงการบันเทิงไทย จะมีอะไรบ้าง พูดเลยถ้ารู้แล้วคุณจะต้องรักเธอมากขึ้น

ประวัติดารา บี น้ำทิพย์ ถึงแสดงบทเมียหลวงผู้น่าสงสารได้ดีและทำคนดูอินได้ถึงขนาดนี้ บอกเลยว่าถ้าดูจากผลงานในวงการบันเทิงของเธอตลอด

ประวัติดารา บี น้ำทิพย์

ถ้าถามว่าซุปตาร์สาวคนไหนมาแรงที่สุดในชั่วโมงนี้ คงไม่มีใครจะฮอตไปกว่า “บี น้ำทิพย์” หรือ อรุณา แห่งเมีย 2018 อีกแล้ว เพราะเป็นละครที่กำลังทำแฟน ๆ

อินและเฝ้ารอติดหน้าจอทีวีกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งถ้าจะถามว่าทำไม บี น้ำทิพย์ ถึงแสดงบทเมียหลวงผู้น่าสงสารได้ดีและทำคนดูอินได้ถึงขนาดนี้ บอกเลยว่าถ้าดูจากผลงานในวงการบันเทิงของเธอตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี รวมถึงการที่ได้เป็นเจ้าของฉายาควีนบีแห่งวงการบันเทิงไทยแล้วละก็ งานนี้พูดเลยว่าคงไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่ ๆและเพื่อพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับ บี น้ำทิพย์ ให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีประวัติและเรื่อง

เรียนจบ ม.6 แต่ก็ประสบความสำเร็จในเส้นทางบันเทิง
บี น้ำทิพย์ มีชื่อจริงว่า น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 ปัจจุบันอายุ 35 ปี ส่วนสูง 177 เซนติเมตร เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ สายศิลป์-เยอรมัน อีกทั้งยังเคยเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แต่ด้วยสาเหตุที่งานเยอะจึงทำให้เธอตัดสินใจพักเรื่องการเรียนเอาไว้แล้วหันมาลุยงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ถึงแม้จะไม่ได้มีใบปริญญาการันตี แต่งานในวงการบันเทิงของเธอก็ถือว่ารุ่งสุด เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 14 บี น้ำทิพย์ เข้าวงการบันเทิงครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 14 ปี จากการไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญ อาร์ต อารยา สไตลิสต์ชื่อดังของเมืองไทย ไปเจอเข้า จึงได้ชักชวนให้มาแคสติ้ง จนได้งานโฆษณาของแบรนด์ Jaspal เป็นงานแรก จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่แวดวงงานเดินแบบแฟชั่นโชว์ เป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ และก็ได้ออกผลงานเพลงอัลบั้ม B:Namthip เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2543 และหลังจากโด่งดังจากการเป็นนักร้อง เธอก็เริ่มมีงานแสดงเข้ามาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนักแสดงเต็มตัวอย่างทุกวันนี้ แจ้งเกิดจากการเป็นนักร้อง สู่นักแสดง
หลังจากแจ้งเกิดจากการเป็นนักร้อง บี น้ำทิพย์ มีเพลงฮิตติดหูมากมายอย่างเพลง แค่กระจกกั้น, บันทึกร้าว, ไม่ต้องหวังดี, ค่อย ๆ รัก, ดอกหญ้า และอีกหลาย ๆ เพลง จากนั้นเมื่อปี 2544 เธอก็มีโอกาสได้แสดงละครเรื่อง เลือดหงส์ ของ บอย ถกลเกียรติ เป็นละครเรื่องแรก ซึ่งก็ทำให้เธอได้แจ้งเกิดอีกครั้งในฐานะนักแสดง และทำให้ บี น้ำทิพย์ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงเต็มตัวของสังกัด บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด ตั้งแต่นั้นมา แจ้งเกิดจากการเป็นนักร้อง สู่นักแสดงหลังจากแจ้งเกิดจากการเป็นนักร้อง บี น้ำทิพย์ มีเพลงฮิตติดหูมากมายอย่างเพลง แค่กระจกกั้น, บันทึกร้าว, ไม่ต้องหวังดี, ค่อย ๆ รัก, ดอกหญ้า และอีกหลาย ๆ เพลง จากนั้นเมื่อปี 2544 เธอก็มีโอกาสได้แสดงละครเรื่อง เลือดหงส์ ของ บอย ถกลเกียรติ เป็นละครเรื่องแรก ซึ่งก็ทำให้เธอได้แจ้งเกิดอีกครั้งในฐานะนักแสดง และทำให้ บี น้ำทิพย์ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงเต็มตัวของสังกัด บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด ตั้งแต่นั้นมา เล่นละครมาแล้วกว่า 30 เรื่อง แต่ไม่เคยจูบจริงสักครั้ง ! เห็นเป็นสาวสวยแซ่บมั่นใจอย่างนี้ แต่เชื่อไหมว่าตั้งแต่แสดงละครมากว่า 30 เรื่อง ฉากเลิฟซีนในทุก ๆ เรื่อง บี น้ำทิพย์ ไม่เคยจูบจริงเลยสักครั้ง ซึ่งเธอจะใช้มุมกล้องช่วยและอาศัยอินเนอร์เพื่อให้ดูสมจริงตลอด ทั้งนี้สาเหตุที่ บี น้ำทิพย์ ไม่จูบจริงก็เป็นเพราะเธอเชื่อว่า หากแสดงเต็มที่ อินเนอร์ดี เท่านี้ก็สามารถทำให้คนดูเชื่อได้แล้วและที่สำคัญไม่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวอีกด้วย…

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ประวัติสู่วงการบันเทิงของ ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ  เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มต้นจากการประกวด MissHack 1997 หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม สาวแฮ็คส์นั่นเอง ซึ่งอั้มได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นสาวแฮ็คส์คน

แรก ของเวทีประกวดนี้ และอั้มอยู่ภายใต้การดูแลของชายแฮ็คส์ ซึ่งเป็นฝ่ายโปรโมชันของแฮ็คส์ในขณะนั้น ต่อมาอั้มได้เรียนแอ็คติ้งกับ ต้อย ชาติชาย แก้วสว่าง , และได้แนะนำให้พาไปรู้จักกับผู้ใหญ่ที่ไฟว์สตาร์ ซึ่งตอน

นั้นกำลังจะเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง เสือ โจรพันธุ์เสือ ชายแฮ็คส์จึงพาอั้มเข้าไปแคส แต่ว่าตอนนั้นบุคลิกของอั้มยังไม่เหมาะกับบทจึงไม่ได้โอกาส ต่อมาชัด แทนกาย ก็พาอั้มเข้าไปที่บรอดคาซท์ แต่จังหวะละครตอนนั้น

ยังไม่ลงตัว และต่อมาก็มาพบกับแก้ว พรีเมียร์ จากนั้นแก้วจึงแนะนำให้อั้มไปเป็นนักแสดงช่อง 7 โดยการนัดทางช่องให้ เพื่อนำอั้มไปลงเทป และส่งไปให้คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ดูเพื่อพิจารณา และอั้มจึงได้เซ็นสัญญา

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

เป็นนักแสดงในสังกัด สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

อั้มเริ่มมีบทบาทในวงการบันเทิง โดยผลงานชิ้นแรกคือแสดง MV “ไม่ใช่คนในฝัน” ของศิลปิน “ต้น อาภากร” และในปีเดียวกัน มีผลงานละครเรื่องแรกกับทางช่อง 7 คือ “มณีเนื้อแท้” คู่กับ คงกระพัน แสงสุริยะ  หลังจากนั้น

อั้ม ก็มีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2541 เธอมีละครถึง 3 เรื่องคือ อีสา-รวีช่วงโชติ, ชวนฝันพนันรัก และคู่เขยคู่ขวัญ ก่อนตอกย้ำความแรงของดาวรุ่งดวงใหม่ด้วยละคร 4 เรื่องรวดในปีพ.ศ. 2542 ได้แก่ ลูกหว้า,

รักสองภพ, พลับพลึงสีชมพู และแม่นาค ต่อมาในปีพ.ศ. 2543 บท “เจ้าแม้นเมือง” ในละคร “รากนครา” ก็ส่งให้เธอโด่งดังมากขึ้นไปอีก แต่บทบาทที่ทำให้คนดูจดจำเธอนั่นก็คือบท “เปีย” ในละครเรื่อง “คมพยาบาท”

ปีพ.ศ. 2544 เป็นการพลิกมารับบทร้ายครั้งแรกของเธอ ซึ่งละครประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ชื่อเสียงของอั้มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นและเป็นการแจ้งเกิดเต็มตัวของเธอ เป็นนางเอกที่คนเริ่มจับตามองในขณะ

นั้น

ต่อมาในปีพ.ศ. 2546 อั้มได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่อง “เฟค โกหกทั้งเพ” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ และละครเรื่อง “โซ่เสน่หา” ในบท “ปราลี” หญิงสาวที่รับจ้างตั้งท้อง ทำให้เธอได้รับรางวัล ท็อปอวอร์ด

2003 และยังได้รับรางวัลชมเชย จาก Asian Television Awards 2004 ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และในปีพ.ศ. 2548 กับบท “ปาริฉัตร” ในละคร “เพลิงพายุ” ละครที่มีเนื่อหาเข้มข้นร้อนแรง ถึงขนาดนายก

รัฐมนตรีในสมัยนั้นยังพูดถึงบอกว่า จะรีบกลับไปดู บวกกับกระแสวิพากย์วิจารณ์ของสื่อถึงการแต่งตัวของอั้มที่ไม่เหมาะสมในละคร ส่งผลให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในปีนั้นและทำให้อั้มกลายมาเป็น

นางเอกแถวหน้าของวงการ มีผลงานละคร อีเว้นท์ โฆษณา ออกมาไม่ขาด

ปีพ.ศ. 2552 อั้มพลิกบทกลับมาเล่นร้ายอีกครั้งในบท “อรอินทร์” ในละคร “เมียหลวง” ที่ต้องประชันฝีมือกับ ธีรภัทร สัจจกุล และ ปิยธิดา วรมุสิก ซึ่งละครเรื่องนี้ดังเป็นกระแสและถูกพูดถึงอย่างมาก ส่งผลให้เธอได้รับ

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากสยามดารา สตาร์ส ปาร์ตี้ 2009 และปีเดียวกันกับบท “แจ๋ว” ในละคร “แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา” เป็นละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ ซึ่งเรื่องนี้เธอก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ว่าแสดง

 

บทตลกได้น่ารัก ฮา และเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล นางเอก HOT แห่งปี จากทีวีอินไซด์ ฮอท อวอร์ด 2009 และรางวัล นักแสดงหญิงยอดนิยม จากคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 อีกด้วย

และในปีพ.ศ. 2554 อั้มก็ได้มีงานแสดงภาพยนตร์ อีกครั้ง ชื่อเรื่อง “30 กำลังแจ๋ว” รับบทเป็น “จ๋า” คู่กับ ภูภูมิ พงศ์ภาณุ กำกับภาพยนตร์โดย สมจริง ศรีสุภาพ ผลิตโดยเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ซึ่ง คิง สมจริง ผู้กำกับ กล่าวถึง

เหตุผลที่เลือกอั้ม มารับบทนี้ว่า “อั้ม คือนางเอกที่ใช่มากๆ สำหรับเรื่องนี้ เพราะส่วนตัวผมเห็น อั้ม ในหลายบทบาท อั้ม มีศักยภาพทางการแสดงสูงมาก เค้าน่าจะทำบทบาทนี้ให้มีความลึกซึ้ง โรแมนติก และ กินใจได้ด้วย

บทบาทการแสดงของเขา และ ด้วยความเป็นตัวเขาก็สื่อถึงผู้หญิงอายุ 30 ออกมาได้ชัดเจนนะ อั้ม เขาก็มีครบหมดทุกมุม เรียกว่าครบเครื่องน่ะ ผมชอบทุกคาแรกเตอร์ของเขานะไม่ว่าจะมีรัก เลิกรัก อย่างเวลาที่เขามีความ

รักนะเขาจะสวยสุดๆ เวลาที่มีอุปสรรคถึงเขาจะมีความเศร้าแต่เขาก็ยังเข้มแข็ง คุณว่าไหมล่ะนาทีนี้ถ้าใครพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องนึกถึง อั้ม พัชราภา เท่านั้น” รวมทั้งจันทิมา เลียวศิริกุล หนึ่งในผู้บริหารของค่าย M๓๙ ในฐานะ

โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เปิดเผยว่า “เริ่มต้นที่พัฒนาบทคือพี่คิงนำเสนอว่าผู้หญิงที่อยู่ในหัวเลยคือ อั้ม พัชราภา เพราะว่าผู้หญิงในเรื่องค่อนข้างที่จะเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยจะมีปัญหากับการสนใจสังคม รู้จักตัวเอง รู้จักใจ

ตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจแล้ว จะเลือกใช้สมองหรือใช้หัวใจ มั่นใจมาก อั้มเพอร์เฟ็กต์กับคำว่าผู้หญิงเก่งและรู้จักตนเองและเชื่อว่าอั้มเล่นได้เพราะว่าอั้มเก่งมาก”

ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังได้รับหน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ “จ้อจี้” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของเธอแต่เธอก็ยังคงทำมันได้ดี ซึ่งรายการนี้เริ่มออกอากาศตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 จนถึง พ.ศ. 2560 และยังทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ ให้กับทาง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ถึงแม้จะหมดสัญญาในการเป็นนักแสดงในสังกัดแล้วก็ตาม โดยเธอให้เหตุผลว่า เกรงใจผู้ใหญ่ทางช่อง เพราะช่วงหลังๆเธอรับงานน้อย แต่ก็ยังคงมีผลงานกับทางช่อง 7 ไม่คิดจะย้ายช่อง

ปีพ.ศ. 2560 ถือเป็นการกลับคืนสู่หน้าจออีกครั้งของเธอ หลังจากห่างหายไปเกือบ 3 ปี กับบทบาท “เจ้านางอนัญทิพย์” ในละคร “เพลิงพระนาง” ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมและเป็นที่กล่าวถึงในโลกโซเชียล มีเรตติ้งตอนจบสูงถึง 9 เรื่องนี้เธอต้องเล่นตั้งแต่รุ่นสาวไปจนถึงตอนแก่และตาย ซึ่งฝีมือการแสดงของเธอได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมละครและคนในวงการบันเทิงอย่างล้นหลาม และเธอได้รับรางวัล ดารานำหญิงขวัญใจมหาชน จากงาน มายา มหาชน 2017

ภาพลักษณ์
อั้ม พัชราภา มีภาพลักษณ์เป็นนางเอกที่เซ็กซี่ มั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ได้รับในละคร การออกงานต่างๆ รวมทั้งงานถ่ายแฟชั่นขึ้นปกแม็กกาซีนชั้นนำหลากหลายเล่ม โดย “ดูเร็กซ์” ยกให้เป็น “สุดยอดสาวเซ็กซี่” และหนังสือพิมพ์สยามบันเทิง ยกให้เป็น สาวเซ็กซี่แห่งปี ติดต่อกันหลายปี และได้รับรางวัล The Sexiest Woman and Sexiest Forever in Thailand หรือสาวเซ็กซี่ตลอดกาล จากนิตยสาร FHM และต่อมาในปีพ.ศ. 2555 เธอประกาศตัวว่าจะไม่ขอรับรางวัลเซ็กซี่อีก จนสื่อมวลชนและสมาคมนักข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทยได้ตั้งฉายาให้เธอว่า “ซุปตาร์เกษียณเต้า”

อีกทั้งเธอยังทำหน้าที่พรีเซนต์แบรนด์ที่ขายความสวยความงามได้อย่างลงตัว หลากหลายแบรนด์เลือกใช้อั้มเพราะคุณสมบัติของการเข้าถึง “แมส” โดนใจผู้บริโภคทุกกลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคำยืนยันจากดนัย ดีโรจนวงศ์ หัวเรือใหญ่ของมิสทิน เพราะไม่ว่ามิสทินจะเพิ่มจำนวนพรีเซ็นเตอร์ในพอร์ตกี่คน หรือโละใครออกไป แต่เธอคนนี้ยังยืนหยัดได้ยาวนานกว่าใคร เช่นเดียวกับดีแทค ที่ฉีกกฎเดิม เปิดตัวอั้มพรีเซ็นเตอร์คนแรก ทั้งนี้ สาเหตุที่เลือก อั้ม มาจากการสำรวจถึงพฤติกรรมการใช้งานและการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และพบว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีคนชื่นชอบทุกเพศทุกวัยทั่วประเทศ สะท้อนความมั่นใจถ่ายทอดจุดเด่นของดีแทค

นอกจากนั้นเธอได้รับการยกย่องจากสื่อให้เป็นดาราใจบุญ เธอติดอันดับของโพลมหาชน Thailand People’s Chart ดาราจิตอาสาช่วยเหลือสังคมขวัญใจคนไทย และเธอยังเปิดอินสตาแกรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่พลัดหลงสูญหาย

ในฐานะดารานักแสดงหญิง เธอติดอันดับจากการสำรวจความนิยมจากโพลหลายสำนักโดยเฉพาะในปี 2558 เธอเป็นดารานักแสดงหญิงคนแรกที่คว้าอันดับ 1 จากสำนักโพลที่มีการสำรวจ มากถึง 16 โพล รวมถึงโพลของสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น โพลดารา ของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ สาขา “เซ็กซี่ที่สุด” 9 ปีซ้อน และเธอก็ได้อันดับ 1 จาก Thailand people’s Chart โพลมหาชน ผลสำรวจจากคนไทยทั่วประเทศ ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งทศวรรษ

ซุปเปอร์สตาร์คนดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

ชื่อเกิด ไข่มุก ไชยเชื้อ
ชื่อเล่น อั้ม
เกิด 5 ธันวาคม พ.ศ. 2521 (41 ปี)
ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
ส่วนสูง 168 เซนติเมตร
อาชีพ นักแสดง, นางแบบ
ปีที่แสดง 2540–ปัจจุบัน
ผลงานเด่น เจ้าแม้นเมือง – รากนครา (2543)
เปีย – คมพยาบาท (2544)
ปราลี – โซ่เสน่หา (2546)
จริงใจ – นางสาวจริงใจกับนายแสนดี (2547)
ปาริฉัตร – เพลิงพายุ (2548)
เดือนหยาด / พิลาสลักษณ์ – สองเสน่หา (2548)
ปิ่น / มุก – ปิ่นมุก (2549)
อรอินทร์ – เมียหลวง (2552)
แจ๋ว – แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา (2552)
จันทร์ฉาย – พระจันทร์ลายพยัคฆ์ (2553)
จ๋า – 30 กำลังแจ๋ว (2554)
พราว / มีน – พราว (2557)
เจ้านางอนัญทิพย์ – เพลิงพระนาง (2560)
ค่าย ช่อง 7 เอชดี (2540–ปัจจุบัน)

ประวัติ

พัชราภา ไชยเชื่อ ชื่อเล่น อั้ม เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ที่โรงพยาบาลเพชรเวช กรุงเทพมหานคร มีชื่อตามสูติบัตรว่า “ไข่มุก ไชยเชื้อ” ซึ่ง “ไข่มุก” มาจากลักษณะผิวพรรณที่ขาวผุดผ่อง แต่พระบอกว่า ข

ไข่ไม่ดีเลยเปลี่ยนมาเป็น “พัชราภา” ในภายหลัง …

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า ศิลปินสาวชาวไทย 1 ในสมาชิกคนสำคัญของ Black Pink วงดนตรี K-Pop จากเกาหลีใต้

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า เธอกลายเป็นไอดอลของประเทศไทยที่มีผู้ติดตามมากกว่า 17 ล้านคนบน Instagram ได้ขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaa

ประวัติความเป็นมาของ ลิซ่า

ณ ตอนนี้ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ “ลิซ่า” ศิลปินสาวชาวไทย 1 ในสมาชิกคนสำคัญของ Black Pink วงดนตรี K-Pop จากเกาหลีใต้ เธอกลายเป็นไอดอลของประเทศไทยที่มีผู้ติดตามมากกว่า 17 ล้านคนบน Instagram ได้ขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaar ที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยจำนวน 120,000 เล่ม และขายหมดอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นิตยาสารฉบับปกติจะตีพิมพ์เพียง 30,000 เล่ม รวมถึงถ้าเป็นดาราชื่อดังจะอยู่ประมาณที่ 60,000 เล่ม กลายเป็นว่าลิปกนิตยสารที่มีภาพของลิซา สามารถขายได้เป็นสองเท่าจากเดิม อะไรที่ทำให้ศิลปินสาวคนนี้มีผลกระทบกับชาวไทยมากเหลือเกิน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับสาวน้อยนักสู้คนนี้ ว่าเธอต้องผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง ถึงสามารถทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จได้
ปราณปรียา มโนบาล” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตัวเองมาเป็น “ลลิษา” เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว มีแม่เป็นคนไทย และพ่อเลี้ยงเป็นคนสวิส ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาร้านอาหารสวิส และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยในกรุงเทพฯ จบการศึกษาจากโรงเรียนประภามนตรี ลิซ่าเป็นเหมือนกับเด็กผู้หญิงทั่วไป มีศิลปินที่ชื่นชอบเป็นของตนเอง โดยเฉพาะศิลปินชาวเกาหลีใต้ เช่น บิกแบง และ 2NE1 เธอตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ซักวันจะเดินตามรอยเท้า และประสบความสำเร็จให้ได้เช่นนั้น

ในต้นปี พ.ศ. 2552 ลิซ่าได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของโรงเรียน เพื่อไปประกวดร้องเพลงในงาน “3 คุณธรรมนำไทย” ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์คุณธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ นอกจากนี้ยังได้ประกวดเต้นหลายรายการ 1 ในนั้นได้แก่ “โครงการทูบีนัมเบอร์วัน” ซึ่งเป็นโครงการของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ไม่นานหลังจากนั้น ลิซ่าก็ได้เข้าร่วมทีม “We Zaa Cool” ประกอบด้วยสมาชิก 11 คน รวมถึง ”แบมแบม” สมาชิกของวง Got7 ในเดือนกันยายน ทีมของพวกเธอได้เข้าร่วมการแข่งขัน แอลจีเอนเตอร์เทนเนอร์ ล้านฝันสนั่นโลก (LG Entertainment Million Dream Sanan World) ออกอากาศทางช่อง 9 ได้รางวัลชนะประเภททีม

ในปี พ.ศ. 2553 ไปออดิชันกับ YG Entertainment ร่วมกับบรรดาผู้สมัคร 4,000 คน ลิซ่าเป็นคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบ ได้เป็นศิลปินฝึกหัด ที่ได้ทำงานร่วมกับศิลปินต่างประเทศคนแรก เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ลิซ่ารับงานเป็นนางแบบให้กับแบรนด์ Nona9on เป็นครั้งแรก ตามด้วย Moonshot แบรนด์เครื่องสำอางของเกาหลีใต้ในปี พ.ศ. 2559 ในด้านชีวิตส่วนตัวของ นอกจากที่จะพูดภาษาไทย กับภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ลิซ่ายังเรียนพูดภาษาเกาหลีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ตามด้วยภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีนพื้นฐาน…